ประวัติไพ่เลอนอร์มองด์

ไพ่ที่ใช้ชื่อ 'เลอนอร์มองด์' ไม่ได้สร้างโดยมาดมัวแซลเลอนอร์มองด์ แต่มาจากเกมกระดานเยอรมันปี 1799 และได้ชื่อนี้หลังเธอเสียชีวิต[6][8][7]

  1. 1799

    เกมแห่งความหวัง

    โยฮันน์ คัสพาร์ เฮชเทล (1771–1799) นักธุรกิจและนักออกแบบเกมแห่งนูเรมแบร์ก สร้าง Das Spiel der Hoffnung ไพ่ภาพ 36 ใบ พิมพ์โดย G. P. J. Bieling ไพ่แต่ละใบมีไพ่ป๊อกกำกับที่มุม ผู้เล่นวางไพ่เป็นตาราง 6×6 แล้วทอยลูกเต๋าเดินหมาก ใครถึงใบที่ 35 สมอเรือ (ความหวัง) ก่อนชนะ ส่วนใบที่ 36 ไม้กางเขนทำให้ติดอยู่ คู่มือของเกมยังให้วิธีวางไพ่ทำนายไว้ด้วย [6][2][10]

    ไพ่ 36 ใบของ Game of Hope ปี 1799
    ไพ่ 36 ใบของ Game of Hope ปี 1799
  2. 1772–1843

    มาดมัวแซลเลอนอร์มองด์

    มารี-อานน์ อาเดลาอีด เลอนอร์มองด์ เกิดที่อาล็องซง 27 พ.ค. 1772 เสียชีวิตที่ปารีส 25 มิ.ย. 1843 เป็นหมอดูที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุคปฏิวัติและจักรวรรดินโปเลียน ถูกจับหลายครั้ง (เช่น 1793–1794 และ 1803) เธอใช้ไพ่ทาโรต์ ไพ่ทั่วไป กากกาแฟ และการดูลายมือ ไม่มีหลักฐานว่าเธอออกแบบหรือใช้ไพ่ 36 ใบที่ใช้ชื่อเธอในภายหลัง [5][7][8]

    ภาพพิมพ์ Mlle Lenormand (1858)
    ภาพพิมพ์ Mlle Lenormand (1858)
  3. 1845–1850s

    ชื่อเลอนอร์มองด์บนหน้ากล่อง

    หลังเธอเสียชีวิต สำนักพิมพ์ใช้ชื่อเธอเพื่อการตลาด ในปารีสมี Grand Jeu de Mlle Lenormand ไพ่ 54 ใบ (1845) ส่วนในเยอรมนี ไพ่ 36 ใบที่ดัดแปลงจาก Game of Hope ออกขายในชื่อเลอนอร์มองด์ และกลายเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า Petit Lenormand [9][7][3]

  4. 1850–1900

    ยุคทองของไพ่ในห้องรับแขก

    การพิมพ์หินสี (chromolithography) ทำให้ไพ่ราคาถูกและสีสด Petit Lenormand แพร่หลายทั่วเยอรมนี ยุโรปกลาง ฝรั่งเศส และเบลเยียม หลายสำนักพิมพ์พิมพ์คำทำนายลงบนหน้าไพ่ เช่นไพ่ฉบับบรูจส์ที่ใช้ในเว็บนี้ ซึ่งบอกความหมายตาม 'ระยะใกล้–ไกล' จากไพ่ตัวแทนผู้ถาม [1][7]

    ไพ่เลอนอร์มองด์เยอรมัน ราว 1890
    ไพ่เลอนอร์มองด์เยอรมัน ราว 1890
  5. 1972

    ค้นพบต้นแบบ

    Detlef Hoffmann และ Erika Kroppenstedt ตีพิมพ์ Wahrsagekarten แสดงว่า Petit Lenormand มีต้นแบบจาก Game of Hope ของเฮชเทล ทั้งลำดับ 1–36 ภาพหลัก และไพ่ป๊อกกำกับ [4][6]

  6. ปัจจุบัน

    ปัจจุบัน

    เลอนอร์มองด์ยังนิยมในฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม ยุโรปกลาง บอลข่าน รัสเซีย และบราซิล และกลับมาเป็นที่รู้จักทั่วโลกตั้งแต่ราวปี 2010 พร้อมสำรับร่วมสมัยจำนวนมาก แต่ยังคงลำดับและภาพหลักแบบเดิม [7]